จะไปเที่ยวญี่ปุ่นแน่นอนทุกคนรู้จักประเทศนี้ดี แล้วบอกว่าจะไปเที่ยวที่จังหวัดซิซึโอกะ

เชื่อว่าหลายๆคนไม่คุ้นเชื่อจังหวัดจังหวัดนี้สักเท่าไร เพราะตอนที่เราบอกใครๆว่าจะไปซิซึโอกะ ทุกคนงง แม้กระทั่งอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นเรายังตกใจ

แน่นอนเราก็ไม่รู้จักจังหวัดนี้เลย ครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อนี้มาจากคุณอาของเรา เรายังไม่รู้เลยว่าจังหวัดนี้มันอยู่ไหนของประเทศญี่ปุ่น

รู้แต่ว่าคุณอาเราอยากไปจังหวัดนี้ และคุณอาเป็นผู้ซับพอร์ตค่าใช้จ่ายเราเป็นคนหาข้อมูล คุณอารีเควสจังหวัดไหนมาเราก็มีหน้าที่หาข้อมูลและพาคุณอาไปเที่ยว

แล้ววว ซิซึโอกะ มีอะไรดีละทำไมถึงอยากจะไป

นั้นสิๆ จังหวัดนี้มีอะไรดีนะ การหาข้อมูลที่เที่ยวของจังหวัดนี้ก็เริ่มต้นขึ้น รูปแรกที่เราเปิดเจอเราถึงกับประทับใจมากๆเลยเป็นรูปภูเขาไฟฟูจิกับไร่ชา 

ยืมรูปมาจาก www.shizuoka-cvb.or.jp (ปล.เพราะรูปทำให้เราตื่นเต้นกับจังหวัดนี้มาก)

ใช่แล้วรูปที่เราเห็นบ่งบอกความเป็นจังหวัดซิซึโอกะเป็นอย่างดี เพราะภูเขาไฟฟูจิตั้งอยู่เขตพื้นที่ของสองจังหวัดนั้นก็คือ จังหวัดยะมะนะชิ (Yamanashi) และจังหวัดซิซึโอกะ (Shizuoka) นอกจากเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิแล้วชาเขียวยังเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดนี้อาจารย์เราบอกว่าชาเขียวที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นต้องเป็นชาเขียวที่มาจากจังหวัดซิซึโอกะ

พอเราทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านทางพี่ google มากขึ้นเราก็ยิ่งประทับใจและอยากจะไปเยือนจังหวัดนี้เร็วๆจัง เพราะซิซึโอกะไม่ได้มีแต่ภูเขาไฟและไร่ชาจนเราเปิดไปเจอรูปๆหนึ่งเราถึงกับห้ามใจตัวเองไม่ได้และสัญญาว่าจะต้องไปที่นี้ให้ได้รูปนั้นก็คือ รูปรถไฟหัวจักรไอน้ำ สาย Oigawa Railway Steam Locomotive Train ที่วิ่งผ่านต้นซากุระ

 

ขอบคุณรูปจาก www.yokoso-japan.jp นี้ก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่ทำให้เราอยากจะไปเห็นของจริง

ต้องขอบคุณหนังสือทางรถไฟสายดาวตก ของพี่ทรงกลด เรียกพี่เค้าซะสนิทเชียว ^^ หนังสือของพี่เค้าเป็นแรงบันดาลใจของเรามากๆ ว่าสักครั้งหนึ่งหากมีโอกาสก็อยากจะนั่งรถไฟเที่ยวในญี่ปุ่นบ้างแล้วโอกาสนั้นก็มาถึงที่ซิซึโอกะ

ยิ่งเราหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟสายนี้เราก็ยิ่งตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้น เพราะรถไฟสายนี้เป็นรถไฟหัวจักรไอน้ำสายเดียวในญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการทุกวันและรถไฟรุ่นนี้มีแค่ที่ Hokkaido กับ Shizuoka เท่านั้น พอนั่งสุดสายเราก็สามารถต่อ รถไฟแบบ ABT ที่มีอยู่แห่งเดียวในญี่ปุ่น ที่จะลัดเลาะไปตามหุบและร่องเขาลึก เลียบแม่น้ำ Oigawa ขึ้นไปยังเขื่อน Nagashima Dam  พอได้รู้ข้อมูลขนาดนั้นก็ต้องหาวิธีเดินทางไปตามหามันแล้วนะสิ

(ต่อจากนี้จะเป็นรูปของเราเองละ ^^)

เราเริ่มต้นการเดินทางจากTokyo มายังshizuoka โดยชินคันเซ็นใช่เวลาประมาณ63นาที ค่าโดยสารแบบไม่จองที่นั่ง 5,830 เยน หรือถ้าประหยัดก็นั่งรถไฟ JR แบบธรรมดาก็ได้คะ ไม่น่าจะเกิน3500 เยน และก็นั่งรถไฟสาย JR Tokaido Line จาก shizuoka ลงที่สถานี KANAYA ค่าโดยสาร 580 เยน ใช้เวลา 31 นาที เดินออกมานิดหน่อยก็จะเจอกับสถานี Oigawa จากที่สถานีจะมีป้ายบอกตลอดทางจ้า 

แนะนำว่าควรจะจองที่นั่งไปจะดีที่สุดคะ เพราะถ้าไปช่วงเทศกาลเช่น ช่วงซากุระหรือใบไม้เปลี่ยนสีอาจจะไม่มีตั๋วก็เป็นได้


พอเราได้ตั๋วแล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟกันเลยจ้า รถไฟอันนี้ยังไม่ใช่นะเราต้องนั่งคันนี้แล้วไปเปลี่ยนเป็นอีกคันหนึ่งจ้า แต่แค่เจอกันนี้ก็ตื่นเต้นละ

บรรยากาศด้านใน

นั่งไปหนึ่งสถานีเราจะเปลี่ยนรถแล้วก็ไปเจอกับคันนี้ 

เพื่อนรวมขบวนมีอายุทั้งนั้นเลย เราเป็นเพี่ยง1%ที่เป็นคนต่างชาติ

รถไฟจะออกเดินทางแล้ว พอเดินมาถึงที่นั่งก็เจอกับสิ่งนี้ เบนโตะที่ได้สั่งไปตอนที่จองที่นั้งนั้นเอง

กรี๊ดๆ แกะถุงกันดูดีกว่าาาา

เบนโตะ 2 กล่องน้ำชาอีกสองกระป๋อง ดีงามจริงๆ

อาหารที่ได้มาก็คือ ของดีของจังหวัดซิซึโอกะ นั้นเอง มีทั้งกุ้ง ทั้งปลา ส้มและก็ชาเขียวกระป๋อง เลิฟๆจริงๆ

ระหว่างชื่นชมอาหารวิวระหว่างทางก็ช่างสวยมากๆ

ซากุระเต็มสองข้างทางรถไฟ ^^

ในที่สุดก็ถึงสถานีสักที

ด้านหน้าสถานี

 

 

ไปเดินดูซากุระกับรถไฟกันเถอะ เจอรถไฟอีกขบวนกำลังจะมาวิ่งข้ามไปถ่ายรูปแทบจะไม่ทัน

ความจริงแถวสถานีมีออนเซนให้แช่เท้า ได้ฟรีๆแต่เสียดายที่เค้าหยุดให้บริการตอนที่ไป

เดินไปสักพักก็จะเจอกับซากุระที่เต็มถนน บานสะพรั่งตามริมแม่น้ำ

ปิดท้ายด้วยรูปนี้แล้วกัน

ไว้มีเวลาจะเอางานเทศกาลของจังหวัดซิซึโอกะมาลงอีกนะคะ เพราะที่จังหวัดนี้เราไม่ได้ไปแค่ที่นี้ที่เดียว

ไว้มีเวลาเอามาลงให้ชมกันนะ ^^

edit @ 11 Apr 2015 12:12:40 by ahghun

HaPpY iN pAi

posted on 01 May 2013 14:52 by muujuu in Trip
ขอออกตัวก่อนเลยว่านี้เป็นเรื่องเมื่อ 6 ปีมาแล้ว สมัยที่ไป เราน่าจะอยู่ปี 1 อยู่เลย ซึ่งเราเคยเขียนลงที่ มาย์สเปซ ซึ่งเจ๊งไปเรียบร้อยโรงเรียนฝรั่งแล้ว เรื่องที่เขียนเป็นช่วงที่ปายยังไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักมากเท่าทุกวันนี้ ร้านรวงต่างๆยังไม่มากมายเท่ากับทุกวันนี้ ไปติดตามเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่กันดีกว่า
 
 
ปาย.....เมืองที่น่าอยู่จริงๆ... 
 
วันแรกของการเดินทาง 2 มี.ค. 50
 
................ตื่นเช้ามากๆๆไม่ได้ตื่นนานแล้ว เพื่อเที่ยวทำได้ทุกอย่าง...ความจริงแล้วพวกเรามีแผนว่าจะนั่งรถเมล์กันแต่ไปไม่ทัน..อิอิ..เลยนั่งรถตู้ไปกันแทน.....มีผู้ร่วมเดินทางไปกะเราอีก 2 คนเป็นคนต่างชาติ(ชาติข้างๆๆเรานี้แหละ)...ลืมบอกไปคนขับรถของเราชื่อ ..พี่ไก่.....ขับรถมา 6 ปีแล้ว..อิอิ..ไปแอบสัมภาษณ์มา..เราใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 3 ชั่วโมง..........พี่ไก่..ก็แนะนำหาบ้านพักให้......ซึ่งถูกใจมากๆๆๆ...บ้านเป็นไม้ไผ่ หันหน้าออกไปยังแม่น้ำปาย...
ซึ่งพวกเราไม่ลังเลตกลงเอาบ้านหลังนี้กันทันที....5 คน ป้าเค้าคิดคืนละ 600 บาท..ที่พักที่เราไปนอนกันชื่อ..Riverside 2 คุณป้าใจดีมากๆๆ ป้าอรพิน คนสวย เป็นคนดูแลเรื่องที่พัก....ได้ที่พัก ก็ต้องเติมพลังต่อ อาหารมื้อแรกของเราคือ ข้าวซอย+ก๋วยเตี๋ยว..กินอะไรนี้ไม่แปลกแตกต่างเลย.........เมื่อท้องอิ่ม เท้าก็ก้าวเดินต่อไป วันนี้ทั้งวันเราเดินสำรวจจนรอบตัวเมืองปาย..และช๊อปปิ้งกันเล็กน้อย.....อาหารเย็นมื้อแรกในปายของเรา..คือ..ผัดไท..ประทับใจมาก คุณป้าที่ขายใจดีแนะนำที่เที่ยวให้อีก.....ประทับใจที่2..ก็คือ .. ถั่วงอก .. ถั่วงอกที่นี้แปลกมากๆๆ.....ผอมๆๆลีบๆๆรากยาวๆๆ.....
กินแล้วพันคอดีแท้...กินเสร็จ เราก้อออกเดินหาซื้อของ ..คืนนี้มีมันแน่..อิอิ..ละไว้ในฐานที่เข้าใจ......วันนี้เรานอนกันประมาณ 5 ทุ่ม...พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า..นอนเอาแรงกันดีกว่า
ปล.....ความจริงนอนไม่ค่อยหลับกันหรอ.....มีเด็กมอชอมานั่งกินเหล้าหน้าบ้าน......เสียงดัง.....ตี 2 ยังไม่หลับไม่นอน...แถมมาแค่เปลี่ยนที่กินเหล้า...ประมาณ 10 โมงเช้าก็กลับกันแล้ว......มันจะคุ้มไหมนี้????..ปายเป็นเมืองธรรมชาติ...ต้องอยู่หลายๆๆวันเก็บบรรยกาศดีๆสิ  
 
วันที่สองของการเดินทาง 3 มี.ค. 50

............วันนี้เราตื่นกันเช้ามากๆ กะจะถ่ายรูปพระอาทิตย์...เช้านี้หนาวมากๆๆ..
เปิดเครื่องทำน้ำร้อนก็ไม่ร้อนสักที...เลยแค่ล้างหน้า..อิอิ..ด้วยน้ำอันเย็นเฉียบ...........ตั้งกล้องรอตั้งนาน.....พระอาทิตย์ไม่ขึ้นสักกะที...หิวแล้ว..อะ....มีแต่หมอก+ควัน...ไปเติมพลังด้วยอาหารเช้ามื้อแรกในปาย....ข้าวเหนียวหมูทอดและโกโก้ โอวัลติล น้ำเต้าหู้(สั่งกันใหญ่)......เช้านี้เป็นคนดีหน่อย..ไปตักบาตรเช้า...ก็วันนี้เป็นวันพระนี้.....แล้วการเดินทางก็เริ่มต้น......เราไปเช่ารถมอไซต์มาขี่กัน...ที่ร้านaya...ของฟ้ากะหลินจือเป็นมีโอ(สีม่วงนะไม่ใช่มีโอสีเขียว)..อิอิ.....ส่วนของเราเอาฮอนด้าดรีมสีแดง..โดยมีทรายกะซังเป็นผู้ร่วมเดินทางไปกับเรา..ขอเม้าท์หน่อย..แม่งเจ้าของร้านพูดไม่รู้เรื่องเลย พูดไทยก็ไม่ชัด....ขณะเดินหนียังตามมาพูดด้วย....การเดินทางด้วยมอไซต์วันแรก..ด้วยแผนแรกคือเราขี่รถไปเที่ยว หมู่บ้านแม้ว..ซังไม่เห็นมีไรเลยอะ.....จากนั้นเราก็ออกมาเจอทางหลวง1095..กว่าจะออกมาได้...ผ่านค่ายทหาร...ผ่านสนามบินของปาย(ว่าง่ายๆคือหลง)...แล้วเราก็ไปยังหมู่บ้านชาวจีน..สันติชล..
ไปลองชิมชาของที่นั้นและลองกินอาหารจีนยูนนาน..เราลองสั่งไป 2 อย่าง..คือ..หมั่นโถนึ่งและทอด มีซอสมาให้จิ้มกินด้วย...อีกอย่างคือ....ยำสาวน้อยยูนนาน...จากข้อสรุปของพวกเราเอง..มันก้อคือส้มตำคนจีนนั้นเอง...มันทำมาจากผัก...โอฉุ้ย...(ถามเค้าไปสองรอบกว่าจะได้ชื่อ)...ซอยเป็นเส้นๆเหมือนเส้นมะละกอเอามายำใส่หมูลงไปด้วย...คิดก็อยากจะกินอีก...อร่อยมาก.......จากนั้นเราก็กลับมาพัก..เพราะเราจะมีเพื่อนร่วมทิปเพิ่มเราเลยกลับเข้าไปในตัวเมืองอีกครั้ง....ไม่อยากบอกเลยว่าเราได้ไปเที่ยวทางทิศเหนือของปายมาเรียบร้อยแล้ว .......ครบทีมแล้วเราก้อไปเติมพลังกันก่อนที่ร้านจำไม่ได้อะว่าชื่ออะไร???(เดี๋ยวจำได้จะเขียน)..ก็ดังพอสมควรแหละ...กองทัพต้องเดินด้วยท้อง..พออิ่มเราก้อเริ่มเดินทางต่อ...ที่นี้เราจะลงใต้บ้าง...โดยเราจะไปเที่ยวบ่อน้ำร้อน...ประทับใจจิงๆๆๆๆ(กัดฟันพูด)...เค้าเก็บค่าเข้า 20 บาทถ้าคนไทย......แต่ถ้าคุณเป็นฝรั่ง 400 บาท (แพงมากกกกกกก)..ละเก็บค่าออกรถเข้ามอไซต์ 10 บาท รถยนต์ 20 บาท (ต่อคนนะไม่ใช่ต่อคัน)..ที่จอดรถก็ไกลมาก......เดินสัก 20 ก้าวก็ถึง..เคือง..ชมน้ำร้อนจนจุใจ เราก้อกลับมาพักที่บ้าน..เดินเล่นในน้ำปายรับลมเย็นๆๆริมระเบีบง...สุขใจสบายกายที่สุดดดด..
พระอาทิตย์ใกล้ตกเราก็ออกมาขับรถเล่นหาที่กินข้าว...ลืมบอกไปวันนี้มีถนนคนเดินที่ปายด้วย..แล้วเราก็ได้ร้านที่เราจะกินกันแล้ว...เป็นร้านส้มตำที่เป็นรถเข็นอยู่แถวๆท่ารถตรงข้ามกับวัดอะ...อร่อยมากกกก...ป้าก็ใจดี...อิ่มกันแล้ว เราก็เริ่มกิจกรรมประจำกลุ่ม.........ช๊อปแหลก....อิอิ...ได้รู้จักแม่ค้าเยอะแยะเลย..แต่ที่ประทับใจสุดคือ..ป้าแม้วแกตลกมาก..หัวเราะได้ตลอด..อิอิ..นึกแล้วก็ตลก......ร้านแกอยู่แถวๆสี่แยกทางที่จะเลี้ยวไปท่ารถ..ร้านแกอยู่ติดกะแผนที่ปาย....ช๊อปกันจนกระเป๋าแฟ่บเราก้อไปสนุกกันต่อจากเมื่อวาน(คงเข้าใจกัน)......................
ปล...วันนี้มีบอลต่างประเทศทีมอะไรไม่รู้แข่ง คนเลยเยอะมากแถมเป็นวันหยุดยาวคนยิ่งแยะไปใหญ่...สนุกมาก...วันเดี่ยวเที่ยวรอบ...ปาย... 
 
วันสุดท้ายของการเดินดินทาง 4 มี.ค. 50

..................ในที่สุดเราก้อถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นจนได้..ยิ้ปปี้..แต่ก้อหนาวสุดๆ..มือแข็งเลยตอนขี่รถ...พอได้ชักภาพอย่างจุใจ
เราไปหาอะไรกินในตัวเมือง.....อาหารเช้ามื้อที่สองในปาย ก็ประกอบไปด้วย ซาลาเปาทอดที่ใหญ่กว่าของเชียงใหม่สัก 4 เท่า ต่อด้วย โจ๊กใส่ไข่ของฟ้า ข้าวต้มหมูของเรา....และต้มเลือดหมูของหลินจือกะทราย...ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เรายังไปต่อที่ร้านขายน้ำสั่งมากินอย่างจุใจ............ก่อนจะกลับบ้านไปเก็บของ เพราะเราต้องกลับแล้วแต่รถไปรถรอบบ่ายโมงครึ่ง........เก็บของเสร็จยังมีเวลามีหลายชั่งโมง.......เราก็เลยไปร้านพี่เล็กที่เราไปเจอที่ถนนคนเดิน..ร้านของพี่เล็กอยู่ทางขึ้นวัดพระธาตุน้ำเย็น เป็นร้านเล็กๆๆน่านั่ง.....มีที่ให้นอนเล่นพักผ่อน มีเต้นท์ให้มานอนพัก มีโต๊ะให้นั่งเขียนโปสการ์ด โปสการ์ดที่ร้านของพี่เล็กเป็นฝีมือการถ่ายภาพของพี่เล็กทั้งหมด (สวยมาก)
......เรานั่งเล่นอยู่ร้านพี่เล็กสักพัก(ใหญ่ๆๆ)ก็ต้องกลับกันแล้ว...เพราะถึงเวลาที่เราต้องกลับเชียงใหม่จริงๆๆแล้ว ...เราบอกลาพี่เล็ก แล้วก็กลับลงมาในตัวเมือง.........หาข้าวกิน อาหารกลางวันมื้อสุดท้ายในปายของเรา ยิ่งใหญ่เล็กน้อย...เราสั่ง พิซซ่าสเปเชียลปาย ส้มตำ หมูทอดกระเทียม ตำผลไม้ หมูย่าง และข้าวเหนียว...กินอย่างนั้นจริงๆๆนะ..อิ่มแล้วเราก็กลับบ้านไปเชคเอ้าท์ออกกัน....และเดินทางกลับเชียงใหม่กัน............
ปล. ขากลับทรายเมารถ..อิอิ..คุณลุงคนขับรถดริฟท์แยะไปหน่อย......ไปปายครั้งนี้ประทับใจมาก.....แล้วจะกลับไปเที่ยวอีกแน่ๆๆ...รู้สึกว่าอยู่น้อยไป...ลืมบอกไปร้านของพี่เล็กชื่อ .. Lek Lek Life Cafe..ถ้าไปอย่าลืมแวะนะ.............แล้วจะเห็นรูปคนน่ารักที่ร้านนั้น..อิอิ..ใช่ไหม่ค่ะพี่เล็ก
 
ปล.สุดท้าย
                กลับมาอ่านเรื่องที่ตัวเองเขียนตอนนั้น ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆว่าจะจุดเยอะๆไปทำไม แต่ก็ไม่อยากลบออกนะ มันคงจะเป็นฟิลลิ่งตอนนั้นล่ะมั่ง 55Foot in mouth  ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะค่ะCool แค่อยากจะเก็บประสบการณ์ตอนนั้นไว้จริงๆ เพราะกลับมาอ่านทีไรก็คิดถึงเพื่อนๆทุกครั้งไป เลยลบทิ้งไม่ลง ขอเอามาลงไว้ที่นี้ที่เดียวเลยแล้วกันจะได้ไม่ต้องตามหาหลายๆบล๊อก อาจจะมีของเก่าๆเอามาเล่าใหม่อีกเยอะ ทนๆกันหน่อยนะค่ะ เพราะคิดจะใช้ของ exteen นี้อันเดียวแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะที่ติดตาม

edit @ 1 May 2013 16:45:49 by muujuu

 
 
วันนี้โชคดีได้มีโอกาสไปดูหนังดีๆที่ว่าด้วยเรื่องพระพุทธศาสนา
 
"นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ"
 
เป็นหนังที่พูดถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ในชีวิตมีแต่เรื่องที่ไม่ดีสำหรับเค้าเข้ามาในชีวิต จนวันหนึ่งเค้าก็ตัดสินใจจะออกเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย เผื่อที่เค้าจะได้บุญหนักๆจากการที่ตามรอยพระพุทธเจ้าตามสังเวชนียสถานต่างๆ และชีวิตของเค้าจะดีขึ้น
การเดินทางของหนุ่มเกรียนๆจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งบทสรุปของเค้าที่ได้จากการไปอินเดียคืออะไรต้องไปติดตามดูกันเองแล้วแหละไม่อยากบอกอะไรมากกว่านี้ เหอๆ
 
เค้าบอกมาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาในมุมมองคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้
พระไพศาล วิสาโล เป็นที่ปรึกษาด้านภาพยนต์ โดยมีผู้กำกับคือ คุณ กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์
 
ในส่วนตัวที่ได้ไปดูมาแล้ว เราชอบเนื้อหาการสอดเรื่องธรรมได้อย่างแยบยล ตัวเอกของเรื่องก็หน้าตาเกรียนสุดๆ แถมหนังยังมีความฮาอยู่ด้วย ดูแล้วก็คือหนังพระพุทธศาสนาดีๆเรื่องหนึ่งเลย ที่ไม่ได้เป็นเล่าถึงประวัติของพระพุทธเจ้า แต่เป็นหนังที่ว่าด้วยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แก่นคำสอนของท่าน เชื่อได้เลยว่าถ้าใครได้ไปดูก็คงจะสนใจเรื่องพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น
 
 ปล.ดีใจจริงๆที่ผู้กำกับเอาหนังเรื่องนี้มาฉายที่เชียงใหม่ด้วย ทำให้คนต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ดูหนังดีๆแบบชาวกรุงบ้าง ได้มีโอกาสกับเค้าบ้าง Cool เลยถือโอกาสประชาสัมพันธ์รอบพิเศษสำหรับชาวต่างจังหวัดให้ได้ชมก่อนที่จะเข้าโรงจริงๆ วันที่ 13 ธันวาคมนี้

โดยโปรแกรมฉายรอบพิเศษเกรียนทั่วไทย

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 ฉายที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์ จ. เชียงใหม่
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ฉายที่โรงภาพยนตร์อีจีวี จ. ขอนแก่น
วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ฉายที่โรงภาพยนตร์อีจีวี อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี
วันที่ 8 ธันวาคม 2555 ฉายที่สวนโมกขพลาราม จ. สุราษฎร์ธานี

หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเพิ่มของหนังเรื่องนี้ได้จาก
http://www.facebook.com/n.do.production
 
ปล.สุดท้าย ไม่อยากสปอยมาก และไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้
แค่เห็นว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ดี เลยอยากให้ไปลองดู
หวังว่าทุกคนจะลองไปดูหนังเรื่องนี้นะค่ะ
 
นมัสเตค่ะ
 

edit @ 17 Nov 2012 23:28:23 by muujuu